Est. 2019 · Khon Kaen · Bangkok · Udon · Nong KhaiTHEN
§ Notarial Services Attorney

ทนาย Notary Public 6 ท่าน

ทีมทนายความที่ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมใบอนุญาตรับรองลายมือชื่อและเอกสารเพื่อใช้ยื่นสถานทูต หน่วยงานราชการต่างประเทศ และการยื่นวีซ่าทั่วโลก

ดูใบอนุญาตทั้งหมด

Notarial Services Attorney · ขึ้นทะเบียนสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

แนะนำบริการแปลเอกสาร — เลือกร้านแปลอย่างไรให้เอกสารผ่านตั้งแต่ครั้งแรก

คำตอบสั้น ๆ

ถ้าเอกสารจะยื่นหน่วยงานไทย ให้ใช้คำแปลรับรองโดยผู้แปลที่ระบุชื่อและลงนามได้ ถ้ายื่นสถานทูตหรือหน่วยงานต่างประเทศ ต้องผ่านนิติกรณ์กรมการกงสุลก่อนเสมอ ถ้ายื่นออสเตรเลียต้องเป็น NAATI เท่านั้น เลือกผู้ให้บริการที่ถามปลายทางก่อนเสนอราคา ระบุชื่อผู้แปลบนเอกสาร และรับผิดชอบแก้ไขฟรีหากถูกตีกลับ

คำว่า “แนะนำร้านแปลเอกสาร” เป็นคำค้นที่คนไทยพิมพ์มากที่สุดเวลาต้องใช้เอกสารกับหน่วยงานราชการหรือสถานทูต แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ ไม่ใช่ “ร้านไหนดี” — เพราะร้านที่ดีที่สุดสำหรับใบสูตรบัตรที่ยื่นอำเภอ อาจใช้ไม่ได้เลยกับใบรับรองแพทย์ที่ต้องยื่นกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย คำถามที่ถูกต้องคือ “เอกสารชุดนี้จะไปจบที่หน่วยงานไหน และหน่วยงานนั้นบังคับรูปแบบการรับรองแบบใด”

ระบบรับรองคำแปลในประเทศไทยมีอยู่สี่ชั้น และแต่ละชั้นแก้ปัญหาคนละอย่าง ชั้นที่หนึ่งคือคำแปลรับรองโดยผู้แปล (translator’s certification) ใช้กับงานภายในประเทศส่วนใหญ่ ชั้นที่สองคือการรับรองลายมือชื่อโดย Notary Public ที่เป็นทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารตามข้อบังคับสภาทนายความ ชั้นที่สามคือนิติกรณ์เอกสารโดยกองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และชั้นที่สี่คือการรับรองซ้อนโดยสถานทูตปลายทาง

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดจากลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเราหลังถูกตีกลับ ไม่ได้เกิดจากคำแปลผิดไวยากรณ์ แต่เกิดจากการเลือกชั้นการรับรองผิด เช่น แปลรับรองร้านแล้วนำไปยื่นสถานทูตโดยไม่ผ่านกรมการกงสุล หรือแปลรับรองกงสุลแล้วนำไปยื่นออสเตรเลียซึ่งรับเฉพาะนักแปล NAATI ค่าเสียหายไม่ใช่แค่ค่าแปล แต่คือเวลาที่เสียไปทั้งรอบ ซึ่งกับงานวีซ่ามักหมายถึงการเลื่อนนัดสัมภาษณ์

หน้านี้จึงเรียบเรียงเป็นเกณฑ์การตัดสินใจ ไม่ใช่รายการโฆษณา อ่านจบแล้วคุณควรตอบตัวเองได้ว่าเอกสารของคุณต้องผ่านกี่ชั้น ใช้เวลากี่วันทำการ และต้องเตรียมต้นฉบับแบบไหนไปด้วย

เกณฑ์เลือกผู้ให้บริการ

  1. 1. ถามปลายทางก่อนเสนอราคา

    ผู้ให้บริการที่ทำงานเป็นจะถามก่อนว่า “ยื่นที่ไหน หน่วยงานอะไร ประเทศอะไร” เพราะคำตอบนั้นกำหนดชั้นการรับรองทั้งหมด ถ้ามีคนเสนอราคาต่อหน้าให้คุณทันทีโดยไม่ถามปลายทาง แปลว่าเขากำลังขายกระดาษ ไม่ได้ขายผลลัพธ์

  2. 2. ระบุชื่อผู้แปลและติดต่อกลับได้

    คำแปลที่ใช้กับราชการต้องมีคำรับรองที่ระบุชื่อ-นามสกุลผู้แปล ลายมือชื่อ และช่องทางติดต่อ หน่วยงานบางแห่งโทรกลับเพื่อยืนยันจริง คำแปลที่ประทับตราร้านลอย ๆ โดยไม่มีชื่อผู้รับผิดชอบมีความเสี่ยงถูกปฏิเสธสูง

  3. 3. มีสายงานนิติกรณ์ในมือ ไม่ใช่ส่งต่อ

    ถ้าเอกสารต้องเข้ากรมการกงสุล ให้เลือกผู้ให้บริการที่เดินเรื่องเองได้ทั้งเส้น เพราะถ้าเอกสารถูกแก้ไขที่ชั้นกงสุล คนที่แปลต้องเป็นคนแก้ ไม่ใช่ตัวกลางที่ต้องส่งกลับไปกลับมา

  4. 4. แยกให้ออกระหว่าง NAATI กับแปลรับรองทั่วไป

    งานที่ยื่นหน่วยงานออสเตรเลีย (วีซ่า สมัครงาน สภาวิชาชีพ มหาวิทยาลัย) ต้องเป็นคำแปลโดยนักแปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI พร้อมหมายเลขและตราประทับ ผู้ให้บริการที่บอกว่า “แปลรับรองเหมือนกัน” คือสัญญาณอันตราย

  5. 5. ความสม่ำเสมอของการทับศัพท์ชื่อ

    ชื่อบุคคลและสถานที่ต้องสะกดตรงกับหนังสือเดินทางและเอกสารเดิมทุกฉบับ ความไม่ตรงกันแม้แต่ตัวเดียวคือเหตุผลที่ถูกตีกลับบ่อยที่สุดในงานวีซ่า ควรถามว่าผู้ให้บริการมีระบบ glossary ต่อเคสหรือไม่

  6. 6. รูปแบบเอกสารต้องเลียนแบบต้นฉบับ

    ตาราง ตราครุฑ เลขที่เอกสาร ลายเซ็น และตำแหน่งตราประทับ ต้องปรากฏในคำแปลด้วยคำอธิบายในวงเล็บเหลี่ยม เจ้าหน้าที่ตรวจโดยวางเทียบกับต้นฉบับ ไม่ได้อ่านเนื้อความอย่างเดียว

  7. 7. นโยบายแก้ไขเมื่อถูกตีกลับ

    ควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ถ้าเอกสารถูกตีกลับด้วยเหตุจากคำแปลหรือรูปแบบ ผู้ให้บริการแก้ไขและดำเนินการใหม่ให้โดยไม่คิดค่าแปลซ้ำ

  8. 8. การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล

    เอกสารที่ส่งแปลคือข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ควรถามว่าจัดเก็บไฟล์ที่ไหน เก็บนานเท่าไร และลบเมื่อใด

  9. 9. บอกกรอบเวลาเป็นวันทำการที่นับได้จริง

    คำว่า “เร็ว” ไม่มีความหมาย ให้ขอกรอบเป็นวันทำการแยกเป็นช่วง คือช่วงแปล ช่วงรับรอง และช่วงจัดส่ง เพราะสามช่วงนี้คุมด้วยคนละหน่วยงาน

ทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละเคส

  • แปลรับรองโดยผู้แปล (ใช้ในประเทศ)

    เหมาะกับ: ยื่นอำเภอ สำนักงานเขต โรงเรียน โรงพยาบาล ธนาคาร หรือหน่วยงานราชการไทย

    ชั้นเดียว จบเร็วที่สุด ไม่ต้องเข้ากรมการกงสุล เหมาะกับเอกสารทะเบียนราษฎรและเอกสารการศึกษาที่ใช้ภายในประเทศ

    ดูรายละเอียดบริการ →
  • แปล + นิติกรณ์กรมการกงสุล

    เหมาะกับ: ยื่นสถานทูตต่างประเทศในไทย หรือส่งเอกสารไทยไปใช้ต่างประเทศ

    กรมการกงสุลรับรองความถูกต้องของคำแปลไทย–อังกฤษ เป็นชั้นที่สถานทูตส่วนใหญ่บังคับก่อนรับเรื่อง

    ดูรายละเอียดบริการ →
  • แปล NAATI

    เหมาะกับ: ทุกงานที่ยื่นหน่วยงานออสเตรเลีย รวมถึงวีซ่า สภาวิชาชีพ และมหาวิทยาลัย

    หน่วยงานออสเตรเลียกำหนดให้คำแปลมาจากนักแปลที่ได้รับการรับรอง NAATI พร้อมหมายเลขและวันหมดอายุของการรับรอง

    ดูรายละเอียดบริการ →
  • แปลเพื่อยื่นศาล

    เหมาะกับ: คดีแพ่ง คดีครอบครัว คดีมรดก และการบังคับคดีที่มีเอกสารภาษาต่างประเทศ

    ศาลตรวจความครบถ้วนของคำแปลเทียบต้นฉบับทุกหน้า และต้องมีคำรับรองผู้แปลแนบท้ายตามระเบียบ

    ดูรายละเอียดบริการ →
  • แปลเพื่อยื่นวีซ่า

    เหมาะกับ: ผู้ขอวีซ่าเชงเก้น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และประเทศอื่น

    แต่ละสถานทูตกำหนดชุดเอกสารและรูปแบบการรับรองต่างกัน การจัดชุดผิดคือสาเหตุการเลื่อนนัดที่พบบ่อย

    ดูรายละเอียดบริการ →
  • ล่ามและงานรับรองต่อหน้า

    เหมาะกับ: จดทะเบียนสมรส ทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน สัมภาษณ์ตรวจคนเข้าเมือง

    หน่วยงานหลายแห่งกำหนดให้มีล่ามที่ระบุตัวตนได้ร่วมลงนามในบันทึก ไม่สามารถใช้ญาติแปลแทนได้

    ดูรายละเอียดบริการ →

ตารางเปรียบเทียบ

ปลายทางเอกสารชั้นการรับรองที่ต้องใช้กรอบเวลาโดยประมาณหมายเหตุสำคัญ
อำเภอ / สำนักงานเขตแปลรับรองโดยผู้แปล1–2 วันทำการต้องนำต้นฉบับตัวจริงไปแสดงด้วย
สถานทูตต่างประเทศในไทยแปล → นิติกรณ์กรมการกงสุล → สถานทูต5–10 วันทำการบางสถานทูตนัดคิวล่วงหน้าแยกต่างหาก
หน่วยงานออสเตรเลียแปล NAATI5–7 วันทำการต้องมีหมายเลขนักแปลและตราประทับ NAATI
ศาลไทยแปลรับรอง + คำรับรองผู้แปลแนบท้าย2–5 วันทำการตรวจครบทุกหน้า รวมหน้าว่างที่มีตราประทับ
ใช้เอกสารไทยในต่างประเทศนิติกรณ์กรมการกงสุล → สถานทูตประเทศปลายทาง7–15 วันทำการไทยยังไม่เข้าระบบ Apostille จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570
ธนาคาร / บริษัทเอกชนแปลรับรองโดยผู้แปล1–3 วันทำการบางแห่งขอสำเนาบัตรผู้แปลแนบ

ขั้นตอนที่ถูกต้อง

  1. ขั้นที่ 1ระบุปลายทางและกฎของหน่วยงานนั้น

    เขียนออกมาให้ชัดว่าเอกสารจะไปที่ใคร ประเทศอะไร ใช้ทำอะไร แล้วขอรายการเอกสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานนั้นถ้ามี

  2. ขั้นที่ 2ตรวจต้นฉบับก่อนแปล

    เอกสารต้องชัด ครบทุกหน้า ตราประทับอ่านออก และยังไม่หมดอายุตามที่ปลายทางกำหนด เอกสารบางประเภทหน่วยงานรับเฉพาะที่ออกใหม่ภายใน 3–6 เดือน

  3. ขั้นที่ 3ล็อกการสะกดชื่อจากหนังสือเดินทาง

    ส่งหน้าหนังสือเดินทางให้ผู้แปลเสมอ เพื่อให้การสะกดชื่อในคำแปลตรงกับเอกสารเดินทางและเอกสารเดิมทุกฉบับ

  4. ขั้นที่ 4แปลและตรวจทานสองชั้น

    ชั้นแรกคือความถูกต้องของเนื้อความและศัพท์เฉพาะ ชั้นที่สองคือรูปแบบ ตัวเลข วันที่ และการวางตำแหน่งตราประทับให้เทียบต้นฉบับได้

  5. ขั้นที่ 5เดินเรื่องรับรองตามชั้นที่จำเป็น

    รับรองผู้แปล → Notary Public (ถ้าปลายทางต้องการ) → กรมการกงสุล → สถานทูต ตามลำดับที่ปลายทางกำหนด ข้ามชั้นไม่ได้

  6. ขั้นที่ 6ตรวจรับและเก็บสำเนาดิจิทัล

    ก่อนรับงาน ให้ไล่เทียบชื่อ วันเดือนปี เลขที่เอกสาร และจำนวนหน้ากับต้นฉบับ แล้วเก็บสแกนไว้สำหรับการยื่นรอบถัดไป

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับ

  • แปลก่อน แล้วค่อยถามว่าต้องรับรองอะไรบ้าง

    เราจะยืนยันปลายทางก่อนเริ่มงานเสมอ เพราะชั้นการรับรองเป็นตัวกำหนดรูปแบบคำรับรองท้ายเล่ม ไม่ใช่สิ่งที่เติมทีหลังได้

  • สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง

    เราล็อกการสะกดจากหน้าหนังสือเดินทางและใช้ซ้ำกับทุกฉบับในชุดเดียวกัน พร้อมบันทึกไว้สำหรับงานครั้งถัดไปของลูกค้ารายเดิม

  • ใช้คำแปลเก่าที่เคยผ่านมาแล้วเมื่อสองปีก่อน

    เราตรวจอายุเอกสารต้นฉบับและข้อกำหนดล่าสุดของปลายทางก่อนนำคำแปลเดิมกลับมาใช้ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารไว้

  • ส่งสำเนาถ่ายเอกสารที่ตราประทับอ่านไม่ออก

    เราขอสแกนความละเอียดสูงหรือต้นฉบับตัวจริง เพราะเจ้าหน้าที่นิติกรณ์ปฏิเสธเอกสารที่ตราประทับหรือลายมือชื่ออ่านไม่ชัด

  • เข้าใจว่าไทยใช้ Apostille ได้แล้ว

    อนุสัญญา Apostille จะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนหน้านั้นยังต้องใช้นิติกรณ์กรมการกงสุลและการรับรองซ้อนโดยสถานทูตตามเดิม

คำถามที่พบบ่อย

แนะนำร้านแปลเอกสารแบบไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด

เลือกผู้ให้บริการที่ถามปลายทางก่อนเสนอราคา ระบุชื่อผู้แปลบนคำรับรอง เดินเรื่องนิติกรณ์ได้เอง และรับผิดชอบแก้ไขให้ฟรีหากเอกสารถูกตีกลับด้วยเหตุจากคำแปล สามอย่างนี้สำคัญกว่าส่วนลดค่าแปล

แปลรับรองร้านกับแปลรับรองกงสุลต่างกันอย่างไร

แปลรับรองร้านคือผู้แปลรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง ใช้กับงานในประเทศส่วนใหญ่ ส่วนนิติกรณ์กรมการกงสุลคือการที่กระทรวงการต่างประเทศรับรองคำแปลไทย–อังกฤษ ซึ่งสถานทูตและหน่วยงานต่างประเทศส่วนใหญ่บังคับ

ค่าบริการแปลเอกสารอยู่ที่เท่าไร

ไทย–อังกฤษอยู่ที่ 500–1,200 บาทต่อหน้า ภาษาอื่น 800–2,500 บาทต่อหน้า งาน NAATI 1,300–2,500 บาทต่อฉบับ ใช้เวลา 5–7 วันทำการ และนิติกรณ์กรมการกงสุล 200 บาทต่อตราแบบปกติ 3 วันทำการ หรือ 400 บาทต่อตราแบบด่วน ราคาสุดท้ายขึ้นกับจำนวนหน้าและความหนาแน่นของข้อความ

ต้องนำต้นฉบับตัวจริงมาด้วยไหม

สำหรับงานแปลอย่างเดียวใช้สแกนความละเอียดสูงได้ แต่ถ้าต้องเข้านิติกรณ์กรมการกงสุลหรือสถานทูต ต้องมีต้นฉบับตัวจริงหรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง

งานเร่งด่วนทำได้เร็วที่สุดกี่วัน

งานแปลอย่างเดียวปิดได้ภายใน 1 วันทำการสำหรับเอกสารมาตรฐาน ส่วนงานที่ต้องผ่านกรมการกงสุลจะถูกกำหนดโดยคิวของหน่วยงาน คือ 3 วันทำการแบบปกติ และ 1 วันทำการแบบด่วน นับจากวันที่เอกสารเข้าระบบ

แปลเองแล้วให้ร้านรับรองให้ได้ไหม

ไม่แนะนำ เพราะผู้ที่ลงนามรับรองต้องรับผิดชอบความถูกต้องของคำแปลตามกฎหมาย ผู้ให้บริการที่รับรองคำแปลที่ตนไม่ได้ตรวจเองกำลังรับความเสี่ยงแทนคุณโดยไม่มีการควบคุมคุณภาพ

เอกสารชุดเดียวใช้ยื่นได้หลายสถานทูตไหม

โดยหลักไม่ได้ เพราะสถานทูตส่วนใหญ่เก็บชุดเอกสารไว้ และแต่ละแห่งกำหนดอายุเอกสารกับรูปแบบการรับรองต่างกัน ควรเตรียมชุดแยกตามปลายทาง

ถ้าเอกสารถูกตีกลับต้องทำอย่างไร

ขอเหตุผลการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรหรือถ่ายภาพหน้าจอไว้ แล้วส่งให้ผู้แปลทันที เพราะเหตุผลนั้นระบุว่าเป็นปัญหาที่ชั้นคำแปล ชั้นนิติกรณ์ หรือชั้นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งวิธีแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ปรึกษาทีมงานก่อนยื่นจริง

โทร 083-249-4999 · แผนกแปล 081-562-0444 · LINE @NYC168 · contact@ilc.ltd

เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ณ วันที่ตรวจทานล่าสุด ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย และการอนุมัติวีซ่าเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เสมอ

คลังความรู้นี้เขียนจากงานจริงที่ทีมเรายื่นทุกวัน ต่อยอดเป็นการสั่งงานได้ทันทีทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล — ไม่มีระบบตะกร้า ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ปรึกษาฟรี: 083-249-4999 · LINE @NYC168 · contact@ilc.ltd